หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

มาตราการวัด

ในการเตรียมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ จะต้องเข้าใจลักษณะข้อมูลทื่เก็บรวบรวมมา
ได้ว่าเป็นข้อมูลในมาตราการวัดชนิดใด เพื่อที่จะเลือกใช้สถิติที่เหมาะสมในการประมวลผล
 ซึ่งการแบ่งข้อมูลตามมาตราการวัดเป็นการกำหนดตัวเลขหรือสัญลักษณ์เพื่อแทนปริมาณ
หรือคุณภาพของสิ่งที่ต้องการวัดให้กับสิ่งของ เหตุการณ์ มาตราที่ใช้กันในสถิติมีอยู่
 4 ประเภทคือ

1. มาตรานามบัญญัติ
2. มาตราเรียงลำดับ
3. มาตราอันตรภาค
4. มาตราอัตราส่วน



1. มาตรานามบัญญัติ (Nominal Scale) เป็นมาตรการวัดที่กำหนดสัญลักษณ์ขึ้นเพื่อจำแนกประเภทสิ่งที่มีลักษณะคล้ายๆกัน กันไว้เป็นพวกเดียวกัน เช่น การจำแนกคนเป็น 2 เพศ คือ เพศชายและเพศหญิง ถ้ากำหนดตัวเลขแทนโดยใช้เลข 1 แทนเพศชายและใช้เลข 2 แทนเพศหญิง ตัวเลขเหล่านี้จะไม่มีความหมายในทางคณิตศาสตร์ แต่จะเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ใช้ตัวเลขแทนเท่านั้น จึงไม่ได้มีความหมายว่า 1 น้อยกว่า 2 แต่อย่างใด ตัวอย่างอื่นๆเช่น การจำแนกคนตามวุฒิการศึกษา จำแนกตามการนับถือศาสนา จำแนกตามเชื้อชาติ เป็นต้น
2.มาตราเรียงลำดับ(Ordinal Scale) เป็นมาตรการวัดที่สามารถแสดงปริมาณความมากน้อย จึงสามารถจัดอันดับความมากน้อยของสิ่งทีวัดได้ การวัดในมาตรานี้จะไม่มีศูนย์แท้ ตัวอย่างเช่น ข้อมูลเกี่ยวกับระดับการศึกษาสามารถจัดอันดับได้เป็น ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ซึ่งค่าตัวเลขบอกระดับจะสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ ทำให้บอกได้ว่าผู้ที่เรียนจบปริญญาโท จะมีการศึกษามากกว่าผู้ที่เรียนจบปริญญาตรี แต่จะมีการศึกษาน้อยกว่าผู้ที่จบปริญญาเอก ตัวเลขที่บอกระดับการศึกษาจะสามารถบอกได้ถึงความมากน้อย แต่จะไม่สามารถนำมาคำนวณได้
3.มาตราอันตรภาค (Interval Scale) เป็นมาตรการวัดที่สามารถแสดงปริมาณวามากน้อยได้ แต่ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบเป็นอัตราส่วนว่าค่าหนึ่งเป็นกี่เท่าของอีกค่าหนึ่ง เช่น ถ้าวัดอุณหภูมิได้ 20 องศาเซลเซียส กับ 10 องศาเซลเซียส ไม่ได้หมายความว่าอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียสจะสูงเป็นสองเท่าของอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียสแต่จะบอกได้เพียงว่าอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียสร้อนกว่าอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส เป็นต้น
4.มาตราอัตราส่วน (Ratio Scale) เป็นมาตรการวัดที่สามารถแสดงปริมาณความมากน้อย การวัดในมาตรานี้จะมีศูนย์แท้ สามารถหาอัตราส่วนได้ ตัวอย่างเช่น ตัวเลขที่บอกความสูงจะสามารถบอกปริมาณความสูงได้ บอกได้ว่าใครสูงกว่าใคร และบอกได้ว่าใครสูงเป็นกี่เท่าของใคร และถ้าความสูงเป็น 0 เซนติเมตร นั่นหมายความว่า ไม่มีความสูงเลย จัดเป็นศูนย์แท้ ซึ่งหมายความว่า ไม่มีเลย ตัวอย่างข้อมูลอื่นๆ เช่น น้ำหนัก รายได้ อายุ เวลา ความเร็ว เป็นต้น

ความรู้เบื้องต้นของสถิติ

สถิติเป็นตัวเลขที่แสดงข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆ ซึ่งอาจหมายถึงศาสตร์แขนงหนึ่งที่เรียก
ว่า สถิติศาสตร์แบ่งได้เป็นสถิติเชิงพรรณนาและสถิตเชิงอนุมาน ซึ่งต้องมีการเก็บรวบรวม
ข้อมูลเพื่อนำไปประมวลผลเป็นข่าวสารที่ต้องการ การแบ่งประเภทข้อมูลอาจแบ่งตามาตรา
การวัด ลักษณะของข้อมูล แหล่งของข้อมูล ประเภทของข้อมูล เป็นต้น สถิติศาสตร์มีขั้นตอน
ในการศึกษาที่เรียกว่าระเบียบวิธีทางสถิติ 4 ขั้นตอน คือ การเก็บรวบรวมข้อมูล การนำเสนอ
ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการแปลความหมายของข้อมูล


บทนำ

   ปัจจุบัน “สถิติ” นับว่าเป็นสิ่งที่เข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างมากทั้งในด้านธุรกิจ  ในแวดวงวิชาการ การบริหาร ซึ่งก็มักจะเห็นว่ามีการนำสถิติมาใช้ประโยชน์ในการทำงานต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะในการวิเคราะห์วิจัย การวางแผน การตัดสินใจและการประเมินผลในเรื่องต่างๆ


 ความหมายของสถิติ

      จากหนังสือ “สถิติสำหรับนักสังคมศาสตร์” ของ รศ.วีนัส พีชวณิชย์ และ รศ.สมจิต วัฒนาชยากูล กล่าวไว้ว่า
คำว่า สถิติ (Statistics) เป็นคำที่แปลงมาจากศัพท์บัญญัติในภาษาเยอรมันว่า Statistik เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากคำว่า State ซึ่งหมายถึง ข้อมูล หรือข่าวสารซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารของรัฐ หรือประเทศในด้านต่างๆ ต่อมาในปลายศตวรรษที่ 19 ความหมายของสถิติได้เปลี่ยนไป หมายถึง ข้อมูลที่เป็นตัวเลขเกี่ยวกับการบริหารงานของรัฐ เช่น การสำรวจสำมะโนครัว เพื่อทราบจำนวนและความมั่งคั่งของพลเมือง จนในศตวรรษที่ 20 “สถิติ” หมายถึง ข้อมูลในเรื่องต่างๆ ซึ่งได้มีการเก็บรวบรวมแล้วนำมาหาความหมาย เช่น ข้อมูลทางด้านธุรกิจ ข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลการเดินทาง เป็นต้น



ปัจจุบัน สถิติ จึงมีความหมายเป็น 2 ประการคือ

1. สถิติ หมายถึง ตัวเลขที่แสดงถึงข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆ ดังนั้นตัวเลขในความหมายนี้จะต้องประกอบด้วยตัวเลขหลายตัว ตัวเลขเพียง 1 ตัว จะไม่สามารถเกิดเป็นสถิติได้ เราจะเรียกค่าตัวเลขในความหมายนี้ว่าเป็น ข้อมูลสถิติ ตัวอย่างเช่น คะแนนในการสอบวิชาสถิติของนักเรียนชั้น ม.6 ในโรงเรียนแห่งหนึ่งในปี 2545
2. สถิติ หมายถึง ศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งเป็นได้ทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะศาสตร์ที่ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ การเก็บรวบรวม การนำเสนอข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการตีความหมายข้อมูล โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสรุปผลจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมมา เราจะเรียกสถิติ ในความหมายนี้ว่าเป็น สถิติศาสตร์